
สวัสดีครับ ว่าที่วิศวกรทุกท่าน! ถ้าพูดถึงการเตรียมตัวสอบ กว. (ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม) ไม่ว่าจะเป็นสาขาไหนก็ตาม
2 วิชาพื้นฐาน กว. สุดคลาสสิกที่เป็นด่านสำคัญคือ Statics (สถิตยศาสตร์) และ Dynamics (พลศาสตร์)
หลายคนมักจะสับสนกับสูตรที่มีมากมาย ไม่รู้ว่าโจทย์แบบนี้ต้องเริ่มยังไง วันนี้เราจะมา “เจาะลึก” เนื้อหาสำคัญที่มักออกสอบ โดยสรุปเป็น 7 บทที่ต้องรู้ พร้อมคีย์เวิร์ด สูตรที่ต้องจำ และเทคนิคการทำโจทย์ที่จะช่วยให้คุณเคลียร์ ข้อสอบ กว Statics ไปได้อย่างมั่นใจครับ!
(บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ คู่มือรวมแหล่งเตรียมสอบและเฉลย กว.)
สารบัญ (คลิกเพื่ออ่านหัวข้อที่สนใจ)
บทที่ 1: แนวคิดและนิยามพื้นฐาน (Basic Concepts)
บทนี้คือการตั้งหลัก ทำความเข้าใจ “ภาษา” ของวิศวกรรม
- คีย์เวิร์ด: Vector vs. Scalar (เวกเตอร์ vs. สเกลาร์) คือพื้นฐานที่ต้องแม่น เวกเตอร์มีทั้ง “ขนาด” และ “ทิศทาง” ส่วนสเกลาร์มีแค่ “ขนาด” (แรง หรือ Force เป็นเวกเตอร์)
- กฎของนิวตัน: โดยเฉพาะข้อที่ 1 (สมดุล) และข้อที่ 3 (Action = Reaction) คือสิ่งที่เราใช้ตลอดในวิชา Statics
เทคนิคที่ต้องรู้:
- การแตกแรง: หัวใจคือการแตกแรงเข้าแกน X และ Y เทคนิคจำง่ายๆ คือ “ชิดมุมใช้ cos”, “ห่างมุมใช้ sin”
- การรวมแรง: R =
🚨 จุดระวัง: หน่วย (Units)! เช็กให้ดีว่าโจทย์ให้ N หรือ kN, m หรือ mm พลาดตรงนี้คือคะแนนหายทันที
บทที่ 2: สมดุลของอนุภาค (Equilibrium of a Particle)
บทนี้เราจะมองทุกอย่างเป็น “จุด” (Particle) โดยยังไม่สนใจการหมุน
- คีย์เวิร์ด: Free-Body Diagram (FBD) หรือ “แผนภาพวัตถุอิสระ” นี่คือเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการทำข้อสอบ ถ้าวาด FBD ผิด ข้อนั้นก็แทบจะผิดทั้งข้อเลยครับ FBD คือการวาด “จุด” แล้วใส่ “แรง” ทั้งหมดที่กระทำกับจุดนั้น (เช่น แรงดึงเชือก T, น้ำหนัก W, แรงจากสปริง F = ks)
- สูตรที่ต้องจำ: เมื่อวัตถุสมดุล แรงลัพธ์ต้องเป็นศูนย์
💡 Pro-Tip (เทคนิคลัด): ถ้าที่จุดนั้นมีแรง 3 แรงกระทำและสมดุลกัน ให้ใช้ ทฤษฎีของลามี (Lami’s Theorem)
A sin(a) = B sin(b) = C sin(c)บทที่ 3: สมดุลของวัตถุเกร็ง (Equilibrium of a Rigid Body)
คราวนี้วัตถุของเรามี “ขนาด” แล้ว (Rigid Body) ดังนั้น นอกจากจะไม่เลื่อนที่ มันต้อง “ไม่หมุน” ด้วย
- คีย์เวิร์ด: Moment (โมเมนต์) M = F × d (แรง × ระยะทางตั้งฉาก) และที่สำคัญคือ Support Reactions (แรงปฏิกิริยาที่ฐานรองรับ)
Roller: มี 1 แรง (ตั้งฉากกับพื้นผิว)
Pin/Hinge: มี 2 แรง (Rx และ Ry)
Fixed Support: มี 3 อย่าง (Rx, Ry และ M)
เพิ่มสมการโมเมนต์เข้ามา
ΣFx = 0
ΣFy = 0
ΣMO = 0 (ผลรวมโมเมนต์รอบจุดใดๆ ต้องเป็นศูนย์)
💡 Pro-Tip (เทคนิคทำโจทย์): เทคนิคที่ทรงพลังที่สุดคือ “การเลือกจุดหมุน (Take Moment) ให้ฉลาด” ให้เราเลือก Take Moment (ΣM = 0) ที่จุดที่มีแรงไม่ทราบค่า (Unknown forces) ผ่านเยอะที่สุด (เช่น ที่จุด Pin) เพราะจะทำให้แรงเหล่านั้นมีโมเมนต์เป็นศูนย์ และตัดตัวแปรทิ้งไปได้ทันที
บทที่ 4: การวิเคราะห์โครงสร้าง (Structural Analysis)
บทนี้เน้นไปที่ Truss (โครงถัก) ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนที่รับแรงดึง (Tension, +) หรือแรงอัด (Compression, – ) เท่านั้น
มี 2 วิธีหลักที่ใช้ในข้อสอบ:
- Method of Joints (วิธีต่อจุด):
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อต้องการหาแรงใน “ทุกชิ้นส่วน” หรือเกือบทุกชิ้น
ทำยังไง: “ตัด” ที่ข้อต่อ (Joint) ทีละจุด แล้วใช้สมการสมดุลของอนุภาค (ΣFx = 0, ΣFy = 0)
Tip: ให้เริ่มที่ Joint ที่มีตัวแปรไม่ทราบค่าไม่เกิน 2 ตัว (มักจะเป็นตรง Support) - Method of Sections (วิธีตัดผ่าน):
ใช้เมื่อไหร่: เมื่อต้องการหาแรงแค่ “บางชิ้นส่วน” ที่อยู่ลึกๆ กลางๆ Truss
ทำยังไง: “ตัด” โครงสร้างผ่านชิ้นส่วนที่อยากรู้ (ไม่ควรตัดเกิน 3 ชิ้น) แล้วใช้สมการสมดุลของวัตถุเกร็ง (ΣM = 0)
Tip: วิธีนี้เร็วกว่ามากถ้าโจทย์ถามแค่ชิ้นเดียว และมักจะต้องหา Reaction ของทั้งโครงสร้างก่อนเสมอ
บทที่ 5: แรงเสียดทาน (Friction)
บทที่มักจะออกโจทย์ซับซ้อนและวัดความเข้าใจได้ดี
- คีย์เวิร์ด:
Static Friction (fs): แรงเสียดทานสถิต (ตอนยังไม่ขยับ)
Kinetic Friction (fk): แรงเสียดทานจลน์ (ตอนขยับแล้ว)
Impending Motion: สภาวะ “กำลังจะขยับ”
- สูตรที่ต้องจำ:
fs ≤ μsN (แรงเสียดทานสถิตจะเพิ่มขึ้นตามแรงผลัก จนถึงค่าสูงสุด)
fmax = μsN (ใช้ค่านี้เมื่อวัตถุ “กำลังจะขยับ” พอดี)
fk = μkN (ใช้ค่านี้เมื่อวัตถุ “กำลังเคลื่อนที่” แล้ว)
🚨 จุดที่มักออกสอบ (โจทย์คลาสสิก): “ผลักกล่องแล้วจะไถล (Slide) หรือจะล้ม (Tip) ก่อน?”
- เทคนิคการเช็ก:
Case 1: สมมติว่าไถล (Slide): ตั้งสมการว่า f = μsN แล้วแก้หาแรง P (แรงผลัก) ที่ทำให้ไถล
Case 2: สมมติว่าล้ม (Tip): ตั้งสมการ ΣM = 0 รอบ “มุม” ที่จะล้ม แล้วแก้หาแรง P ที่ทำให้ล้ม
เปรียบเทียบ: P ค่าน้อยกว่า เกิดสิ่งนั้นก่อน! (เช่น Pslide = 50N แต่ Ptip = 60N แปลว่าวัตถุจะ “ไถล” ก่อนที่แรง P = 50N)
บทที่ 6: จุดศูนย์ถ่วงและจุดเซนทรอยด์ (Center of Gravity & Centroid)
บทนี้คือการหา “จุดศูนย์กลาง” ของรูปทรง เพื่อนำไปใช้ในบทต่อไป
- คีย์เวิร์ด: Centroid (C) คือจุดศูนย์กลางทางเรขาคณิต (พื้นที่), Center of Gravity (CG) คือจุดศูนย์กลางทางมวล (น้ำหนัก)
ในข้อสอบมักจะเป็นวัสดุเดียวกัน สองจุดนี้คือจุดเดียวกัน - สูตรที่ต้องจำ (รูปทรงประกอบ):
- สูตรพื้นฐาน (ที่ต้องท่อง):
บทที่ 7: โมเมนต์ของความเฉื่อย (Moment of Inertia)
บทสุดท้ายที่สำคัญมากสำหรับวิชา Strength of Materials ต่อไป I คือค่าที่บอก “ความต้านทานต่อการดัด (Bending)” ของหน้าตัด
- คีย์เวิร์ด: Parallel Axis Theorem (ทฤษฎีแกนขนาน) นี่คือพระเอกของบทนี้ ใช้ในการย้ายแกนจากเซนทรอยด์ของชิ้นย่อย
ไปยังแกนเซนทรอยด์ของรูปทรงรวม
- สูตรที่ต้องจำ:
Parallel Axis Theorem:
Ix = Ixc + A(dy)²
(Ixc คือ I รอบแกนเซนทรอยด์ของชิ้นย่อย, dy คือระยะห่างระหว่างแกน xc กับแกน x ที่เราสนใจ)
สูตรพื้นฐาน (รอบแกนเซนทรอยด์ xc):
- เทคนิคทำโจทย์ (รูปทรงประกอบ):
- หา Ȳ (เซนทรอยด์รวม) ของทั้งหน้าตัดก่อน (ใช้ความรู้บทที่ 6)
- แบ่งรูปทรงเป็นชิ้นง่ายๆ (เช่น สี่เหลี่ยม 2 ชิ้น, สามเหลี่ยม 1 ชิ้น)
- ใช้สูตรแกนขนาน Ix = Σ(Ixc + A(dy)²) กับ “ทุกชิ้นส่วน”
- Ixc ของแต่ละชิ้น (เช่น bh³ / 12)
- dy ของแต่ละชิ้น (คือระยะจาก ȳ ของชิ้นนั้น ไปยัง Ȳ ของรูปทรงรวม)
- นำค่ามารวมกัน (ถ้าเป็นรูเจาะ ก็ลบออก)
ลองของจริง! Mini Quiz แนวข้อสอบ กว วิชาพื้นฐาน พร้อมเฉลย
ลองมาทดสอบความพร้อมด้วยข้อสอบประยุกต์ ที่อิงจากทฤษฎีและสูตรด้านบนครับ (คลิกเพื่อดูเฉลยและวิธีคิด)
ข้อ 1 (บทที่ 3: สมดุลของวัตถุเกร็ง): คานยื่นยาว 3 เมตร ถูกยึดติดกับกำแพงแบบ Fixed Support หากที่ปลายคานมีแรงกระทำดึงลงในแนวดิ่งขนาด 200 N (ไม่คิดน้ำหนักของคาน) โมเมนต์ปฏิกิริยา (Reaction Moment) ที่จุดรองรับมีค่าเท่าใด?
A) 200 N·m
B) 400 N·m
C) 600 N·m
D) 0 N·m
ดูเฉลยและวิธีทำ
คำตอบที่ถูกต้อง: C) 600 N·m
วิธีคิดและทฤษฎี: ใช้สมการสมดุลของวัตถุเกร็ง ΣM = 0 และสูตรโมเมนต์ M = F × d
โมเมนต์ที่กระทำที่ปลายคาน = 200 N × 3 m = 600 N·m (ทิศตามเข็มนาฬิกา)
เพื่อให้คานสมดุล จุดรองรับแบบ Fixed Support จะต้องสร้างโมเมนต์ปฏิกิริยาสวนทาง (ทิศทวนเข็มนาฬิกา) ขนาดเท่ากันคือ 600 N·m
ข้อ 2 (บทที่ 4: การวิเคราะห์โครงสร้าง): หากต้องการหาแรงภายในชิ้นส่วนของโครงถัก (Truss) เพียง “ชิ้นเดียว” ที่อยู่ลึกเข้าไปตรงกลางโครงสร้าง วิธีใดจะช่วยให้คำนวณหาคำตอบได้รวดเร็วที่สุด?
A) Method of Joints
B) Method of Sections
C) Lami’s Theorem
D) Parallel Axis Theorem
ดูเฉลยและวิธีทำ
คำตอบที่ถูกต้อง: B) Method of Sections (วิธีตัดผ่าน)
วิธีคิดและทฤษฎี: Method of Joints (วิธีต่อจุด) เหมาะกับการหาแรง “ทุกชิ้นส่วน” เพราะต้องไล่ตัดทีละจุดเชื่อมต่อ
แต่ Method of Sections (วิธีตัดผ่าน) เป็นเทคนิคที่ออกแบบมาให้เรา “ตัด” โครงสร้างผ่านชิ้นส่วนที่เราอยากรู้ได้เลย (ไม่ควรตัดเกิน 3 ชิ้น) แล้วใช้สมการผลรวมโมเมนต์ (ΣM = 0) ช่วยแก้ วิธีนี้จึงเร็วกว่ามากหากโจทย์ถามหาแรงแค่ชิ้นเดียว
ข้อ 3 (บทที่ 7: โมเมนต์ของความเฉื่อย): ในทฤษฎีแกนขนาน (Parallel Axis Theorem) ที่ใช้สูตร Ix = Ixc + A(dy)² ตัวแปร dy มีความหมายตรงกับข้อใด?
A) ระยะจากแกน x ถึงขอบบนสุดของวัตถุ
B) ระยะห่างระหว่างจุดหมุนถึงแนวแรง
C) ระยะห่างระหว่างแกนเซนทรอยด์ของชิ้นย่อย กับแกน x ที่เราสนใจ
D) ระยะจากฐานถึงจุดศูนย์ถ่วงของรูปทรงกลม
ดูเฉลยและวิธีทำ
คำตอบที่ถูกต้อง: C) ระยะห่างระหว่างแกนเซนทรอยด์ของชิ้นย่อย กับแกน x ที่เราสนใจ
วิธีคิดและทฤษฎี: ในการย้ายแกนจากเซนทรอยด์ของชิ้นย่อย ไปยังแกนเซนทรอยด์ของรูปทรงรวม (หรือแกนใดๆ ที่สนใจ) เราต้องบวกพจน์ A(dy)² เข้าไป โดย A คือพื้นที่ และ dy คือระยะห่างในแนวดิ่งระหว่าง 2 แกนนั้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการสมัครสอบ กว.
เวลาทำโจทย์สมดุลวัตถุเกร็ง ทำไมถึงแนะนำให้เลือก Take Moment ที่จุด Support?
เพราะที่จุด Support (เช่น จุด Pin หรือ Hinge) มักจะมีแรงปฏิกิริยาที่เรายังไม่ทราบค่า (Unknown forces) กระทำอยู่ การเลือกจุดนั้นเป็นจุดหมุน (Take Moment, ΣM = 0) จะทำให้ระยะทาง (d) ของแรงเหล่านั้นมีค่าเป็น 0 ส่งผลให้โมเมนต์เป็น 0 ไปด้วย เทคนิคนี้จะช่วย “ตัดตัวแปร” ที่ไม่ทราบค่าทิ้งไปจากสมการ ทำให้เราแก้สมการหาตัวแปรอื่นที่เหลือได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นมากครับ
เวลาใช้วิธีตัดผ่าน (Method of Sections) ตัดโครงถัก ทำไมถึงไม่ควรตัดผ่านชิ้นส่วนเกิน 3 ชิ้น?
เพราะเมื่อเราตัดโครงถักออกเป็น 2 ส่วน เราจะต้องใช้สมการสมดุลของวัตถุเกร็งในการแก้ปัญหา ซึ่งมีสมการให้ใช้เพียง 3 สมการเท่านั้น คือ ΣFx = 0, ΣFy = 0 และ ΣM = 0 หากคุณตัดผ่านชิ้นส่วนที่ยังไม่รู้ค่าเกิน 3 ชิ้น จะทำให้ระบบมีตัวแปรมากกว่าจำนวนสมการ (Unknowns > Equations) ส่งผลให้ไม่สามารถแก้สมการหาคำตอบได้ครับ
จุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) กับ จุดเซนทรอยด์ (Centroid) เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?
ในเชิงนิยาม จุดเซนทรอยด์ (Centroid) คือจุดศูนย์กลางทาง “เรขาคณิต” (พิจารณาแค่พื้นที่หน้าตัด) ส่วนจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) คือจุดศูนย์กลางทาง “มวลหรือน้ำหนัก” แต่ข้อดีก็คือ ในโจทย์แนวข้อสอบ กว วิชาพื้นฐาน ส่วนใหญ่ วัสดุที่ใช้มักจะเป็นเนื้อเดียวกัน (Homogeneous) ทำให้จุดสองจุดนี้อยู่ที่ตำแหน่งเดียวกัน คุณจึงสามารถใช้สูตรหาพื้นที่เซนทรอยด์มาคำนวณหาจุดศูนย์ถ่วงได้เลยครับ
สรุปข้อสอบ กว. Statics
กุญแจสำคัญในการพิชิตวิชา Statics และ Dynamics ไม่ได้อยู่ที่การท่องสูตรเยอะ แต่อยู่ที่:
- วาด FBD ให้แม่น
- เลือกใช้สมการให้ถูก (ΣF = 0, ΣM = 0)
- แม่นสูตรพื้นฐาน (เซนทรอยด์, I ของรูปง่ายๆ)
วิชาคำนวณต้อง “ฝึกทำโจทย์” เยอะๆ ไม่ใช่แค่ “อ่าน” ครับ ยิ่งทำโจทย์บ่อย คุณจะยิ่งเห็นแพทเทิร์นและทำข้อสอบได้เร็วขึ้น
ขอเป็นกำลังใจให้ว่าที่วิศวกรทุกคนโชคดีในการสอบครับ!
วิดีโอแนะนำ: สอบ กว. วิชาไหนที่คนตกบ่อยที่สุด?
กำลังมองหาเทคนิคเตรียมสอบเพิ่มเติมอยู่หรือเปล่า?
ติดตามบทความความรู้ รีวิวการสอบ และข่าวสารอัปเดตใหม่ๆ สำหรับวิศวกรอีกมากมาย สามารถเข้าไปเลือกอ่านได้ที่:
รวมบทความทั้งหมดของเรา (NeighborSoft Blog) »
พร้อมทดสอบความรู้และเตรียมลงสนามจริงหรือยัง?
ฝึกทำข้อสอบผ่านระบบออนไลน์ จับเวลาเสมือนจริง พร้อมเฉลยละเอียดที่อธิบายวิธีทำแบบ Step-by-Step
ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร EnGenius
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งานระบบ หรือต้องการสอบถามข้อมูลด้านการเตรียมสอบ สามารถทักเข้ามาพูดคุยกับทีมงานได้ที่:
Facebook: EnGenius เตรียมสอบ กว.
Instagram: @engeniusth
Tiktok: @engenius.th
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- สภาวิศวกร (Council of Engineers Thailand): https://www.coe.or.th/
- ข้อมูลเชิงวิชาการจากการรวบรวมและวิเคราะห์สถิติข้อสอบโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ EnGenius

![[สาระวิศวกร] หุ้นใกล้ตัววิศวกร](https://i0.wp.com/neighborsoft.com/wp-content/uploads/2021/07/525008-1.png?fit=960%2C540&ssl=1)